
เช็คราคาเหล็ก
โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
Line : PNRLOHAKIT
คอนกรีต (Concrete) คือวัสดุก่อสร้างที่ทรงอิทธิพลที่สุดในงานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมทั่วโลก ด้วยจุดเด่นด้านความแข็งแรง ทนทาน ราคาจับต้องได้ ไม่ติดไฟ และสามารถหล่อขึ้นรูปได้หลากหลายตามจินตนาการของผู้ออกแบบ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศไปจนถึงบ้านพักอาศัย
อย่างไรก็ตาม คอนกรีตมีคุณสมบัติเด่นในการรับ “แรงอัด” แต่มีข้อจำกัดอย่างมากในการรับ “แรงดึง” ดังนั้น ในการก่อสร้างจริงจึงต้องใช้ “เหล็กเสริมคอนกรีต” เข้ามาทำหน้าที่เสมือนกระดูกสันหลัง เพื่อสร้างโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ที่สมบูรณ์แบบและปลอดภัยที่สุด
หัวข้อ
เจาะลึก 4 ส่วนประกอบสำคัญของคอนกรีตคุณภาพ
การจะได้คอนกรีตที่เหนียวแน่นและได้มาตรฐาน เกิดจากการผสมผสานวัตถุดิบ 4 ชนิดในอัตราส่วนที่เหมาะสม:
-
ปูนซีเมนต์ (Cement): ทำหน้าที่เป็นสารประสานหลัก (Binder) เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำจะเกิดการตกผลึก ยึดเกาะส่วนผสมทั้งหมดให้กลายเป็นหินเทียมเนื้อแน่น
-
น้ำ (Water): ตัวจุดชนวนปฏิกิริยาเคมี (Hydration) ช่วยให้ปูนซีเมนต์แข็งตัว และสร้างความเหลวที่พอเหมาะต่อการเท
-
วัสดุผสม / มวลรวม (Aggregates): ได้แก่ หิน และ ทราย ช่วยเพิ่มปริมาตร ความแข็งแรง และลดอัตราการหดตัวของคอนกรีต
-
สารเคมีผสมเพิ่ม (Admixtures): สารปรุงแต่งพิเศษเพื่อปรับคุณสมบัติให้เหมาะกับหน้างาน เช่น สารเร่ง/หน่วงการแข็งตัว สารลดน้ำ หรือสารเพิ่มความทนทานต่อสภาพแวดล้อม
คุณสมบัติเด่นของคอนกรีตในงานก่อสร้าง
-
ความแข็งแรงสูง (High Compressive Strength): รองรับน้ำหนักบรรทุกและแรงกดทับมหาศาลได้ดีเยี่ยม
-
ความทนทานยาวนาน (Durability): ทนต่อสภาพภูมิอากาศ การกัดกร่อนของสารเคมี และมีอายุการใช้งานยาวนานนับสิบปี
-
ความยืดหยุ่นในการขึ้นรูป (Flexibility): ในสถานะของเหลว สามารถเทหล่อลงแบบรูปร่างใดก็ได้ตามต้องการก่อนจะเซ็ตตัว
-
ต้านทานไฟได้ดี (Fire Resistance): ปลอดภัยสูงเนื่องจากเป็นวัสดุไม่ลามไฟและทนความร้อนสูงได้ดี
-
ค่าบำรุงรักษาต่ำ (Low Maintenance): เมื่อเซ็ตตัวสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาบ่อย ช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว
ประเภทของคอนกรีตในงานโครงสร้าง
สถาปนิกและวิศวกรจะเลือกประเภทคอนกรีตให้สอดคล้องกับรูปแบบการรับแรงของอาคาร ดังนี้:
1. คอนกรีตล้วน (Plain Concrete)
คอนกรีตล้วนที่ไม่มีการเสริมเหล็ก เหมาะสำหรับโครงสร้างที่รับแรงอัดเพียงอย่างเดียวและอยู่บนชั้นดินที่มั่นคง เช่น คอนกรีตบล็อกใหญ่ (Mass Concrete) หรือกำแพงกันดินแบบน้ำหนักถ่วง (Gravity Retaining Walls)
2. คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete)
โครงสร้างยอดนิยมที่ผสมผสานคอนกรีตและเหล็กเส้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้รับได้ทั้งแรงอัดและแรงดึง ใช้ในการหล่อ เสา คาน พื้น และฐานรากของอาคารส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
3. คอนกรีตอัดแรง (Prestressed Concrete)
นวัตกรรมการเพิ่มความสามารถในการรับโมเมนต์ดัดและแรงเฉือน โดยการดึงลวดเหล็กแรงดึงสูง (Tendon) เพื่อสร้างแรงอัดค้างไว้ในเนื้อคอนกรีต ช่วยลดรอยแตกร้าว นิยมใช้ในงานคานสะพานช่วงยาว หรือแผ่นพื้นสำเร็จรูป แบ่งเป็น 2 ระบบคือ:
-
ระบบอัดแรงก่อน (Pre-Tension): ดึงลวดให้ตึงในแบบหล่อก่อนเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตแข็งตัวได้ที่จึงตัดลวดเพื่อถ่ายแรงอัด
-
ระบบอัดแรงทีหลัง (Post-Tension): วางท่อร้อยลวดไว้ในแบบ เทคอนกรีตจนได้กำลังที่กำหนด แล้วจึงทำการดึงลวดอัดแรงที่ปลายหัว-ท้าย นิยมใช้กับโครงสร้างตึกสูง
4. คอนกรีตมวลเบา (Lightweight Concrete)
คอนกรีตที่มีความหนาแน่นต่ำ (ประมาณ 400-1,900 กก./ลบ.ม.) โดยการใช้วัสดุผสมน้ำหนักเบา หรือใส่สารปรุงแต่งที่ทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กในเนื้อปูน ช่วยลดน้ำหนักโครงสร้างอาคาร กันความร้อนได้ดี และประหยัดต้นทุนฐานราก
5. คอนกรีตหล่อสำเร็จรูป (Precast Concrete)
ชิ้นส่วนโครงสร้างที่หล่อและควบคุมคุณภาพจากโรงงานอย่างแม่นยำ ก่อนจะขนส่งมาประกอบหน้างาน เช่น ผนังสำเร็จรูป เสาเข็ม และคานสะพาน ช่วยให้งานก่อสร้างรวดเร็วและสะอาด
เทคนิคการผสม การลำเลียง และการเทคอนกรีตอย่างมืออาชีพ
คุณภาพของโครงสร้างคอนกรีตไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “กระบวนการทำงาน” ที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน:
1. การผสมคอนกรีตในสภาพอากาศร้อน
ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนจัด ซึ่งส่งผลให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป ช่างจึงควรลดอุณหภูมิส่วนผสมโดยการฉีดน้ำพรมหิน-ทราย, จัดทำหลังคาคลุมกองวัสดุ, ฉีดน้ำพ่นแบบหล่อ/เหล็กเส้นก่อนเท หรือใช้น้ำแข็งผสมร่วมในขั้นตอนการผลิต
2. การลำเลียง (Handling)
ต้องขนย้ายคอนกรีตไปยังจุดเทอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเหนียว และต้องระวังไม่ให้เกิด การแยกตัว (Segregation) ของส่วนผสมหลัก
11 กฎเหล็กในการเทคอนกรีตและการทำให้แน่น (Placing & Compacting)
-
ห้ามใช้เครื่องสั่นคอนกรีต (Vibrator) ในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งคอนกรีต ให้ใช้เพื่อทำให้แน่นเท่านั้น
-
เทคอนกรีตเป็นชั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ ห้ามเทกองรวมกันเป็นภูเขาแล้วปาดออก
-
ควบคุมความหนาของแต่ละชั้นให้พอเหมาะ เพื่อให้เครื่องสั่นสามารถไล่ฟองอากาศด้านล่างได้อย่างทั่วถึง
-
งานเทผนังคอนกรีต: ควรเทหนาชั้นละประมาณ 30-45 เซนติเมตร โดยเริ่มเทจากมุมหรือจุดท้ายสุดของแบบก่อน
-
บาลานซ์ความเร็ว: อัตราการเทคอนกรีตและการสั่นต้องสมดุลกัน
-
สั่นไล่ลมทีละชั้น: ต้องมั่นใจว่าคอนกรีตชั้นล่างแน่นดีแล้ว ก่อนจะเทชั้นถัดไปทับ
-
ควบคุมความเร็วในแนวดิ่ง: การเทเสาหรือผนังสูง ไม่ควรเทเร็วกว่าความสูง 2 เมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิด รอยต่อเย็น (Cold Joint)
-
หลีกเลี่ยงการเทกระแทก: อย่าให้คอนกรีตพุ่งชนแบบหล่อหรือเหล็กเสริมตรงๆ หากเป็นโครงสร้างสูง (เช่น ปล่องลิฟต์, เสาสูง) ควรใช้ท่อผ้าใบหรือท่อเหล็ก (Tremie Pipe) ช่วยลำเลียงเพื่อป้องกันเนื้อปูนแยกตัวจากหิน
-
เทจากจุดต่ำสุด: สำหรับการเทในแนวนอนหรือแนวลาดเอียง ต้องเริ่มเทจากจุดที่ต่ำที่สุดก่อนเสมอเพื่อให้คอนกรีตดันตัวขึ้นไป
-
จำกัดระยะตกอิสระ: ปล่อยคอนกรีตตกอิสระได้ ไม่เกิน 1.5 เมตร
-
เทโครงสร้างร่วม: หากต้องการหล่อ เสา/ผนัง พร้อมกับ คาน/พื้น ให้เทส่วนเสาและผนังก่อน ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงให้เซ็ตตัวลดการทรุดตัว จากนั้นจึงเทคานและพื้นทับ โดยต้องระวังไม่ให้กระทบกระเทือนโครงสร้างดิ่งที่กำลังเซ็ตตัว
💡 ข้อควรระวังสำคัญ: ระยะห่างของการเทคอนกรีตแต่ละล๊อตต้องต่อเนื่องกันอย่างละเอียด หากทิ้งช่วงห่างกันเกิน 3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิหน้างาน) โดยไม่มีการเตรียมผิวหน้า อาจทำให้เนื้อคอนกรีตไม่ประสานกันและเกิดโพรงอากาศที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้าง
เคล็ดลับการบ่มคอนกรีต (Curing) เพื่อกำลังอัดสูงสุด
การบ่มคอนกรีต คือหัวใจสำคัญในการล็อกความชื้นไม่ให้น้ำระเหยเร็วเกินไป เพื่อให้ปฏิกิริยาไฮเดรชั่นทำงานได้สมบูรณ์ ส่งผลให้คอนกรีตแข็งแกร่ง ทึบน้ำ ลดการแตกร้าวและการสึกกร่อน
-
ระยะเวลาการบ่มที่เหมาะสม: คอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 ต้องบ่มชื้นอย่างน้อย 7 วันต่อเนื่อง (เพื่อให้ได้กำลังอัดที่อายุ 28 วันอย่างสมบูรณ์) ส่วนปูนซีเมนต์ประเภท 3 (ประเภทให้กำลังเร็ว) ควรบ่มอย่างน้อย 3 วัน โดยต้องเริ่มบ่มทันทีหลังจากคอนกรีตแข็งตัวตัว (พ้น 24 ชั่วโมงแรก) และห้ามโดนแรงสั่นสะเทือน
ตารางเปรียบเทียบวิธีการบ่มคอนกรีตในอุณหภูมิปกติ
| ตารางเปรียบเทียบวิธีการบ่มคอนกรีตในอุณหภูมิปกติ | |||
|---|---|---|---|
| วิธีการบ่ม | รูปแบบการทำงาน | ข้อดี | ข้อจำกัด |
| 1. การขังน้ำ (Ponding) |
ก่อคันดินเหนียวหรืออิฐรอบพื้นที่แล้วปล่อยน้ำขัง เหมาะกับพื้นราบ เช่น ดาดฟ้า ถนน ลานบิน |
|
|
| 2. การฉีดน้ำ/พรมน้ำ (Sprinkling) |
พ่นสเปรย์น้ำให้ชุ่มทั่วพื้นผิว ใช้ได้ทั้งงานแนวราบและแนวดิ่ง เช่น ผนัง เสา |
|
|
| 3. วัสดุเปียกชื้นคลุม (Wet Coverings) |
ใช้กระสอบ ฟาง หรือผ้าใบสีขาวคลุมทับและฉีดน้ำให้ชุ่มตลอดเวลา |
|
|
| 4. แผ่นพลาสติก / กระดาษกันซึมคลุม | ใช้แผ่นพลาสติกหรือกระดาษเคลือบยางมะตอยคลุมปิดสนิท เพื่อบล็อกการระเหยของน้ำ |
|
|
| 5. พ่นน้ำยาเคมีเคลือบผิว (Curing Compound) |
พ่นน้ำยาเคมีสีขาวสร้างฟิล์มเคลือบผิว เหมาะกับตึกสูงหรืองานเร่งด่วน |
|
|
| 6. การบ่มโดยใช้ไม้แบบ (Formwork Curing) |
คงไม้แบบไว้ให้นานที่สุดและคอยพ่นน้ำให้ไม้ชื้นอยู่เสมอ |
|
|
การเทลีน (Lean Concrete) ขั้นตอนเล็กๆ ที่ห้ามมองข้าม
การเทลีน คือ การเทคอนกรีตหยาบ (อัตราส่วนประมาณ 1:3:5) หนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร ลงบนหน้าดินที่ผ่านการปรับระดับเรียบร้อยแล้ว แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การเทลีนมีประโยชน์มหาศาลต่องานโครงสร้าง:
-
ช่วยรักษาระดับเหล็กเสริม: ทำให้การผูกเหล็กโครงสร้างทำได้ง่าย บนพื้นผิวที่เรียบเสมอกัน
-
ป้องกันเหล็กเป็นสนิม: ช่วยให้สามารถหนุนลูกปูนได้ตามมาตรฐาน (หนาไม่น้อยกว่า 5 ซม.) ป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมจมดินหรือสัมผัสความชื้นใต้ดินโดยตรง
-
รักษาความสะอาดและความสมบูรณ์ของปูน: ป้องกันไม่ให้เศษดินโคลนไหลผสมกับคอนกรีตโครงสร้าง และป้องกันน้ำปูนไหลซึมลงดินจนเสียกำลังอัด
ทำความรู้จักกับ “เหล็กเสริมคอนกรีต” ตัวจริงเรื่องการรับแรงดึง
เหล็กเสริมสำหรับงาน ค.ส.ล. ทำหน้าที่คล้ายโครงกระดูกที่ยึดโยงเนื้อปูนไว้ โดยเหล็กเสริมที่ดีจะต้องมีขนาดสม่ำเสมอ พื้นผิวสะอาด ไม่มีคราบสนิมเขรอะ คราบน้ำมัน หรือสารสกปรกเกาะอยู่ (หากมีสนิมต้องขัดออกให้หมดก่อนใช้งาน) ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้:
1. เหล็กเส้น (Bar)
-
เหล็กเส้นกลม (Round Bar – RB): พื้นที่หน้าตัดกลม ผิวเรียบเกลี้ยง ผลิตด้วยกรรมวิธีรีดร้อน มีขนาดตั้งแต่ 6 มม. ถึง 34 มม. ความยาวมาตรฐาน 10-12 เมตร เหมาะสำหรับงานโครงสร้างขนาดเล็ก งานหล่อเสาเอ็น คานทับหลัง หรือใช้เป็นเหล็กหนวดกุ้งและเหล็กปลอก
-
เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar – DB): เหล็กเส้นที่มีบั้งและครีบตลอดแนวผิวเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ (Bonding) ระหว่างเหล็กกับเนื้อคอนกรีตให้ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน มีขนาดตั้งแต่ 10 มม. ถึง 32 มม. ตามมาตรฐาน มอก. 24-2527 มี 3 ชั้นคุณภาพหลัก ได้แก่ SD 30, SD 40 และ SD 50 นิยมใช้กับโครงสร้างหลักที่รับแรงมหาศาล เช่น เสาหลัก คานลึก ฐานราก และผนังรับน้ำหนัก
2. เหล็กปลอก (Stirrups)
เป็นการนำเหล็กเส้นกลมหรือข้ออ้อยมาตัดและดัดเป็นวงตามรูปทรงของเสาหรือคาน (ปลอกเหลี่ยมหรือปลอกกลม) ทำหน้าที่รับแรงเฉือนและโอบรัดเหล็กแกนหลักให้คงรูป ไม่โก่งเดาะแยกออกจากกัน เรียกสัญญานามตามตำแหน่งงาน เช่น “เหล็กปลอกเสา” หรือ “เหล็กปลอกคาน”
3. ตะแกรงเหล็ก (Mesh)
-
ตะแกรงแบบผูกหน้างาน: ใช้เหล็กเส้นกลมหรือเหล็กข้ออ้อยมาวางพาดตัดกันเป็นตาราง แล้วใช้ลวดผูกเหล็กมัดทีละจุดก่อนเทพื้นปูน เลือกขนาดเหล็กได้ตามต้องการ
-
ตะแกรงไวร์เมชสำเร็จรูป (Wire Mesh): ตะแกรงลวดเหล็กกล้าดึงเย็นกำลังสูงที่เชื่อมติดกันเป็นแผงหรือม้วนมาจากโรงงาน เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันเพราะขนส่งง่าย ประหยัดเวลาหน้างาน มีให้เลือกทั้งแบบลวดกลมและลวดข้ออ้อย นิยมใช้เสริมคอนกรีตงานผิวราบ เช่น พื้นบ้าน ลานจอดรถ และถนน ค.ส.ล.
4. ตะแกรงกั้นจ๊อย (Rib Lath / FM26)
ตะแกรงเหล็กฉีกชนิดพิเศษ ใช้สำหรับเป็นแบบหล่อกั้นรอยต่อคอนกรีตในการเทแต่ละล๊อต หรือช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะในงานฉาบผนังคอนกรีตให้มีความแข็งแรง ไม่หลุดร่อนง่าย
สรุปความสำคัญและการเลือกใช้งานอย่างคุ้มค่า
คอนกรีตและเหล็กเสริมคือวัสดุคู่หูที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ในโลกวิศวกรรมก่อสร้างยุคใหม่ การทำความเข้าใจโครงสร้าง วัตถุดิบ ขั้นตอนการเท และการบ่มอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันปัญหาโครงสร้างทรุด แตกร้าว หรือพังทลายได้อย่างยั่งยืน การลงทุนเลือกวัสดุเหล็กเสริมและปูนคอนกรีตที่ได้มาตรฐาน มอก. พร้อมการควบคุมงานอย่างประณีต คือหลักประกันความปลอดภัยและความคุ้มค่าที่สุดของทุกสิ่งปลูกสร้าง
คำถามที่พบบ่อย - คอนกรีต
คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่ประกอบด้วยส่วนผสมหลักคือ ซีเมนต์, น้ำ, ทราย และหินหรือกรวด โดยที่ซีเมนต์ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสาน ส่วนผสมเหล่านี้เมื่อรวมกันจะก่อให้เกิดวัสดุที่แข็งแรงและทนทาน สามารถใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ เช่น พื้น, ผนัง, และเสา
ประเภทของคอนกรีตที่ใช้ในงานโครงสร้าง
คอนกรีตถือเป็นวัสดุหลักที่ขาดไม่ได้ในการก่อสร้าง และสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ ตามคุณสมบัติและวิธีการใช้งาน ดังนี้
1. คอนกรีตล้วน (Plain Concrete)
คอนกรีตชนิดนี้ประกอบด้วยปูนซีเมนต์ ทราย และหินเท่านั้น ไม่มีการเสริมวัสดุอื่น เหมาะสำหรับงานที่ต้องรับแรงอัดเพียงอย่างเดียว เช่น คอนกรีตมวลใหญ่ (Mass Concrete) และกำแพงกันดินแบบน้ำหนักถ่วง (Gravity Retaining Walls)
2. คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete)
มีการฝังเหล็กเสริมภายในเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงทั้งแรงอัดและแรงดึง จึงนิยมใช้สร้างโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น เสา คาน พื้น และฐานราก ปัจจุบันงานก่อสร้างส่วนใหญ่ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นมาตรฐาน
3. คอนกรีตอัดแรง (Prestressed Concrete)
เป็นคอนกรีตที่ผ่านการดึงลวดเหล็กรับแรงดึงสูง (Tendon) เพื่อสร้างแรงอัดคงค้างในเนื้อคอนกรีต ทำให้โครงสร้างต้านทานแรงดัดและแรงเฉือนได้ดียิ่งขึ้น แบ่งได้ 2 วิธีหลักคือ
-
3.1 อัดแรงก่อน (Pre-Tension) – ดึงลวดแรงดึงสูงในแบบหล่อก่อน จากนั้นจึงเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตมีกำลังอัดถึงค่าที่กำหนด จึงตัดลวดเพื่อถ่ายแรงเข้าสู่คอนกรีต
-
3.2 อัดแรงทีหลัง (Post-Tension) – สอดลวดแรงดึงสูงไว้ในท่อโลหะภายในแบบหล่อ แล้วเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตได้กำลังตามที่ต้องการ จึงดึงลวดที่ปลายด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน
4. คอนกรีตเบา (Lightweight Concrete)
มีความหนาแน่นน้อยกว่าคอนกรีตทั่วไป (ประมาณ 400–1,900 กก./ลบ.ม.) ทำได้โดยใช้วัสดุผสมที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ หรือทำปฏิกิริยาให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กในเนื้อคอนกรีต ส่งผลให้น้ำหนักเบาลง เหมาะสำหรับงานที่ต้องการลดน้ำหนักโครงสร้าง และช่วยประหยัดต้นทุนบางส่วน
5. คอนกรีตหล่อสำเร็จ (Precast Concrete)
ผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตจากโรงงานให้ได้ขนาดและรูปทรงตามต้องการ ก่อนนำไปติดตั้งที่หน้างาน ตัวอย่างเช่น ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป แผ่นพื้นสำเร็จรูป เสาเข็มอัดแรง หรือคานสะพาน ช่วยประหยัดเวลาและควบคุมคุณภาพได้ดีกว่าการเทคอนกรีตหน้างาน
การบ่มคอนกรีตเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คอนกรีตแข็งตัวและพัฒนาแข็งแรงได้เต็มที่ โดยการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของคอนกรีตในช่วงเวลาหลังจากการเท การบ่มคอนกรีตมีความสำคัญมากเพราะหากคอนกรีตแห้งเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดการแตกร้าวหรือไม่แข็งแรงตามที่ต้องการ วิธีการบ่มคอนกรีตที่พบบ่อยมีทั้งการใช้น้ำ, พลาสติกคลุม หรือการใช้สารบ่มคอนกรีต





