ระบบโครงสร้างอาคารสูง | 7 ประเภท และมาตรฐานการออกแบบอาคารสูงในไทย

ระบบโครงสร้างอาคารสูง | 7 ประเภท และมาตรฐานการออกแบบอาคารสูงในไทย
โครงสร้างอาคารสูง

เช็คราคาเหล็กวันนี้

โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
Line : PNRLOHAKIT

ในยุคที่เมืองเติบโตอย่างรวดเร็ว พื้นที่ดินมีจำกัด และความต้องการใช้พื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง “อาคารสูง” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาเมืองยุคใหม่ การออกแบบและก่อสร้างอาคารประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของ ระบบโครงสร้างอาคารสูง (High-rise Structural Systems) เพื่อให้มั่นใจได้ว่าอาคารจะมีทั้ง “ความปลอดภัย ความแข็งแรง และความคงทน” ตลอดอายุการใช้งาน

ความสำคัญของระบบโครงสร้างอาคารสูง

ระบบโครงสร้างอาคารสูงทำหน้าที่หลักในการ รับแรงและถ่ายน้ำหนัก ของอาคารทั้งในแนวดิ่ง (Vertical Loads) และแรงในแนวราบ (Lateral Loads) เช่น แรงลม หรือแรงแผ่นดินไหว ยิ่งอาคารมีความสูงมากเท่าไร ผลกระทบจากแรงในแนวราบก็จะยิ่งมีนัยสำคัญมากขึ้น

ดังนั้น การเลือกใช้ระบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับระดับความสูงของอาคาร ไม่เพียงช่วยให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วย ลดน้ำหนักของอาคาร ประหยัดวัสดุ และลดต้นทุนในการก่อสร้าง ได้อีกด้วย


ภาพรวมของโครงสร้างเหล็กและอาคารสูง

โครงสร้างเหล็ก (Steel Structure) : โครงสร้างเหล็กได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในการก่อสร้างอาคารสูง เนื่องจากมี ความแข็งแรงสูง รับแรงดึงและแรงอัดได้ดี อีกทั้งยังสามารถขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ได้ตามแบบที่ต้องการ เหล็กมีความยืดหยุ่นในการออกแบบ และสามารถประกอบหรือติดตั้งได้รวดเร็วกว่าโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก

ข้อดีของโครงสร้างเหล็กในงานอาคารสูง

  • น้ำหนักเบาแต่รับแรงได้มาก
  • สามารถก่อสร้างได้เร็ว ลดเวลาในหน้างาน
  • รองรับแรงสั่นสะเทือนและแรงลมได้ดี
  • ง่ายต่อการต่อเติมหรือปรับเปลี่ยนในอนาคต

อาคารสูง (High-Rise Building) : อาคารสูงเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีหลายชั้นและมีความสูงเกินกว่าความสามารถของโครงสร้างทั่วไป โดยมักต้องใช้ระบบโครงสร้างพิเศษเพื่อให้ต้านแรงลมและแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาคารสูงในยุคปัจจุบันมักเป็น โครงสร้างผสมระหว่างเหล็กและคอนกรีต เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นไปพร้อมกัน


 ประเภทของระบบโครงสร้างอาคารสูง

ระบบโครงสร้างอาคารสูงสามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับระดับความสูงและลักษณะการใช้งานของอาคารที่แตกต่างกัน

1. Rigid Frame (โครงข้อแข็ง)

ระบบโครงสร้างแบบโครงข้อแข็งเหมาะกับอาคารที่มีความสูงประมาณ 20–30 ชั้น โดยโครงสร้างหลักจะประกอบด้วยเสาและคานที่เชื่อมต่อกันอย่างแน่นหนา สามารถรับแรงดัดและแรงเฉือนได้ดี ระบบนี้มักใช้กับอาคารสำนักงานหรือคอนโดมิเนียมขนาดกลาง

ข้อจำกัดของระบบนี้คือ หากอาคารมีความสูงมากกว่า 30 ชั้น การใช้ระบบโครงข้อแข็งเพียงอย่างเดียวจะทำให้ สิ้นเปลืองวัสดุและเพิ่มน้ำหนักอาคารโดยไม่จำเป็น

2. Shear Wall (ผนังรับแรงเฉือน)

ระบบผนังรับแรงเฉือนเหมาะกับอาคารที่สูงประมาณ 30–40 ชั้น โดยจะใช้ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กในแนวดิ่งเพื่อต้านแรงลมและแรงแผ่นดินไหวผนังเหล่านี้มักจะวางไว้ในบริเวณศูนย์กลางอาคาร เช่น รอบลิฟต์ บันไดหนีไฟ

ข้อดีคือช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความมั่นคงของอาคารได้อย่างมาก แต่ในทางกลับกันก็อาจทำให้ การจัดวางพื้นที่ภายในอาคารมีข้อจำกัด

3. Frame + Shear Wall (โครงข้อแข็ง + ผนังรับแรงเฉือน)

ระบบผสมนี้เหมาะกับอาคารสูงระดับ 40–50 ชั้น โดยเป็นการรวมข้อดีของทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน กล่าวคือ ใช้ทั้งโครงข้อแข็งในการรับแรงในแนวดิ่ง และผนังรับแรงเฉือนในการรับแรงด้านข้าง ช่วยให้อาคาร มีความยืดหยุ่นและมั่นคงสูงสุด

ระบบนี้เป็นที่นิยมในการออกแบบอาคารสูงในเมืองใหญ่ เพราะให้ความสมดุลระหว่าง “ความแข็งแรง” และ “ประสิทธิภาพในการใช้วัสดุ”

โครงสร้างอาคารสูง

4. Belt Truss & Outrigger System

ระบบนี้มักใช้กับอาคารที่มีความสูงประมาณ 60 ชั้น โดยมีโครงถัก (Truss) เชื่อมต่อระหว่างแกนกลาง (Core) กับเสารอบนอก เพื่อช่วยถ่ายแรงด้านข้างให้กระจายออกไปสู่เสา การทำงานลักษณะนี้ช่วยลดการโก่งตัวของอาคารและเพิ่มเสถียรภาพได้อย่างมาก

5. Framed Tube System

เป็นระบบที่นิยมในอาคารสูงระดับ 80–90 ชั้น ลักษณะของระบบนี้คือมีเสารอบนอกจำนวนมากที่วางชิดกันและเชื่อมต่อด้วยคาน เพื่อสร้างกรอบแข็งแรงลักษณะคล้าย “ท่อ” ที่รับแรงจากภายนอก ระบบนี้มีความสามารถในการ ต้านแรงลมได้สูงและลดการบิดตัวของอาคาร

6. Trussed Tube System

พัฒนามาจากระบบ Framed Tube โดยเพิ่มโครงถัก (Truss) บริเวณด้านนอกของอาคาร เพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงด้านข้าง ใช้ในอาคารสูงระดับ 100 ชั้นขึ้นไป

7. Bundled Tube System

เป็นระบบโครงสร้างที่ใช้กับอาคารสูงกว่า 100 ชั้นขึ้นไป ตัวอย่างที่โด่งดังคือ Sears Tower (ปัจจุบันคือ Willis Tower) เมืองชิคาโก ระบบนี้ประกอบด้วย “ท่อโครงสร้างหลายท่อ” ที่เชื่อมต่อกันเพื่อรับแรงโดยรวม ทำให้สามารถสร้างอาคารสูงมากโดยไม่เสียเสถียรภาพ

โครงสร้างอาคารสูง

ประเภทระบบโครงสร้าง ระดับความสูงที่เหมาะสม (โดยประมาณ) คุณสมบัติเด่น ข้อจำกัด
Rigid Frame (โครงข้อแข็ง) 20–30 ชั้น โครงสร้างเรียบง่าย เหมาะกับอาคารสำนักงานทั่วไป ใช้วัสดุปริมาณมากเมื่ออาคารสูงเกิน 30 ชั้น
Shear Wall (ผนังรับแรงเฉือน) 30–40 ชั้น เพิ่มความมั่นคงด้วยผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก พื้นที่ใช้งานภายในอาจถูกจำกัด
Frame + Shear Wall (โครงเฟรมร่วมผนังรับแรงเฉือน) 40–50 ชั้น ผสมข้อดีของทั้งสองระบบ แข็งแรงและยืดหยุ่น กระบวนการออกแบบซับซ้อนมากขึ้น
Belt Truss & Outrigger System ประมาณ 60 ชั้น ช่วยกระจายแรงด้านข้าง ลดการโก่งตัวของอาคารสูง ต้องใช้การคำนวณเชิงวิศวกรรมที่แม่นยำสูง
Framed Tube (ระบบท่อเฟรม) 80–90 ชั้น ใช้เสารอบนอกสร้าง “ท่อโครงสร้าง” รับแรงลมได้ดีเยี่ยม ต้องการความแม่นยำสูงในการก่อสร้าง
Trussed Tube (ท่อโครงถัก) 100 ชั้นขึ้นไป เพิ่มโครงถักภายนอกเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของตัวอาคาร มีต้นทุนก่อสร้างสูง
Bundled Tube (ท่อรวมหลายชุด) 100 ชั้นขึ้นไป ใช้ท่อหลายชุดเชื่อมต่อกัน เช่น Willis Tower การออกแบบและคำนวณโครงสร้างซับซ้อนมาก

ส่วนประกอบหลักของโครงสร้างอาคารสูง

  1. เสา (Column) — รับน้ำหนักจากชั้นบนและถ่ายแรงลงสู่ฐานราก มักใช้เสาคอนกรีตเสริมเหล็กหรือเสาเหล็ก H-Beam
  2. ฐานรากและเสาเข็ม (Foundation & Pile) — รับน้ำหนักรวมของอาคารและกระจายน้ำหนักลงสู่ชั้นดินที่มั่นคง
  3. ผนังรับแรงเฉือน (Shear Wall) — ช่วยต้านแรงลมและแรงแผ่นดินไหว
  4. ระบบพื้นอัดแรง (Post-Tension Slab) — เพิ่มความสามารถในการรับน้ำหนักและลดการโก่งของพื้น

มาตรฐานการออกแบบอาคารสูงในประเทศไทย

การออกแบบระบบโครงสร้างอาคารสูงในประเทศไทย ต้องเป็นไปตาม มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.), มาตรฐานงานโยธา (มยผ.), และ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร.. 2522 เพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างเป็นไปอย่างปลอดภัยสามารถ ต้านแรงลมแรงแผ่นดินไหวและแรงอื่นได้อย่างปลอดภัย

มาตรฐานสำคัญที่ใช้ในการออกแบบได้แก่

  • มยผ. 1311-50 : มาตรฐานการคำนวณแรงลมและการตอบสนองของอาคาร
  • มยผ. 1301/1302-61 : มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านแรงแผ่นดินไหว

นอกจากนี้ยังมีกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย เช่น พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร : เพื่อให้มั่นใจว่าการก่อสร้างเป็นไปตามหลักความปลอดภัยกฎกระทรวงว่าด้วยอาคารสูง : กำหนดให้อาคารที่มีความสูงเกิน 15 เมตร ต้องออกแบบให้ต้านแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้

นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากล เช่น AISC (American Institute of Steel Construction) และ ACI (American Concrete Institute) สำหรับการคำนวณและทดสอบคุณภาพวัสดุ

วัสดุหลักที่ใช้ในระบบโครงสร้างอาคารสูง

อาคารสูงส่วนใหญ่ใช้วัสดุหลักคือ เหล็กรูปพรรณ และ คอนกรีตเสริมเหล็ก โดยเลือกตามความเหมาะสมของงานและงบประมาณ

  • โครงสร้างเหล็ก เหมาะกับอาคารที่ต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เพราะติดตั้งง่าย น้ำหนักเบา และรับแรงได้ดี
      • เหล็กรูปพรรณ (Structural Steel) เช่น H-Beam, I-Beam, Angle Bar, Box Steel ใช้เป็นโครงสร้างหลักของอาคาร
      • เหล็กแผ่น (Steel Plate) และ เหล็กท่อกลม (Steel Tube) ใช้เสริมแรงในส่วนโครงถักและโครงสร้างรองรับ
  • คอนกรีตเสริมเหล็ก เหมาะกับอาคารที่ต้องการความแข็งแรงสูงและต้นทุนวัสดุไม่สูงมาก

ในบางกรณีอาจใช้ ระบบผสม (Composite Structure) ที่รวมข้อดีของเหล็กและคอนกรีตเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยรวม

      • เหล็กเส้น (Rebar) เช่น เหล็กข้ออ้อย SD40, SD50 ใช้เสริมคอนกรีตเพื่อเพิ่มความแข็งแรง

สรุประบบโครงสร้างอาคารสูง

การออกแบบ ระบบโครงสร้างอาคารสูง ไม่ใช่เพียงแค่การเลือกวัสดุหรือระบบใดระบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการผสมผสานระหว่าง ความรู้ทางวิศวกรรม มาตรฐานความปลอดภัย และเทคโนโลยีวัสดุสมัยใหม่ เพื่อสร้างอาคารที่ทั้งแข็งแรง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในอนาคต การใช้ โครงสร้างเหล็กในอาคารสูง จะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความเร็วในการก่อสร้าง ความทนทาน และความยืดหยุ่นในการออกแบบ สถาปนิกและวิศวกรจึงควรเลือกใช้ระบบโครงสร้างที่เหมาะสมกับระดับความสูงและฟังก์ชันของอาคาร เพื่อให้ทุกโครงการมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย – ระบบโครงสร้างอาคารสูง

ระบบโครงสร้างอาคารสูงคืออะไร

ระบบที่ช่วยให้ตึกสามารถรับแรงต่าง ๆ ทั้งแนวดิ่งและแนวราบ เช่น แรงลมและแผ่นดินไหว เพื่อให้อาคารมั่นคงและปลอดภัย

ระบบโครงสร้างอาคารสูงมีกี่ประเภท

ระบบโครงสร้างที่นิยมใช้กับอาคารสูงในปัจจุบันสามารถแยกเป็นประ เภท ต่าง ๆ ได้ดังนี้

  1. Rigid Frame (โครงข้อแข็ง )
  2. Shear Wall (ผนังรับแรงเฉือน)
  3. Frame + Shear Wall (โครงข้อแข็ง + ผนังรับแรงเฉือน)
  4. Belt Truss Outrigger
  5. Framed Tube
  6. Trussed Tube
  7. Bundled Tube
การออกแบบอาคารสูงต้องอ้างอิงมาตรฐานใดบ้างในประเทศไทย

มยผ. 1311-50 (แรงลม), มยผ. 1301/1302-61 (แรงแผ่นดินไหว), และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

สั่งซื้อซื้อเหล็กเส้นและเหล็กรูปฟรรณอย่างไร

หากต้องการเหล็กคุณภาพมาตรฐาน มอก.  สามารถติดต่อได้ที่ หจก.พรณรงค์ โลหะกิจ ผู้จำหน่ายเหล็กครบวงจร ทั้งเหล็กแผ่นดำ เหล็กโครงสร้าง และเหล็กก่อสร้างทุกชนิด พร้อมบริการให้คำแนะนำและจัดส่งทั่วประเทศ

เช็คราคาล่าสุดของเหล็กเส้นกลม และ เหล็กข้ออ้อย มอก. ได้ที่ พรณรงค์ โลหะกิจ

ติดต่อเรา/เช็คราคาเหล็ก

 

ท่อร้อยสายไฟ VS ท่อคาดสี
ทำไมห้ามใช้ท่อเหล็กคาดสี (ท่อประปา) แทนท่อร้อยสายไฟ EMT, IMC, RSC? เจาะลึก 3 เหตุผลสำคัญ ทั้งผิวท่อไม่เรียบทำสายไฟเสียหา...
คอนกรีตเสริมเหล็ก และ เหล็กปลอก
รู้จักคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) หลักการทำงาน ส่วนประกอบ คุณสมบัติเด่น ข้อดี-ข้อจำกัด พร้อมบทบาทสำคัญของเหล็กปลอกในการรั...
เหล็กเพลทปิดหัวเสา 9-1
เจาะลึกเหล็กเพลทปิดหัวเสา สำคัญอย่างไรกับงานโครงสร้างเหล็ก และวิธีติดตั้งที่ถูกต้อง สั่งซื้อเหล็กเพลทคุณภาพได้มาตรฐานที่...
รวมข้อมูลตารางคุณสมบัติทางกล มาตรฐาน JIS-มอก เหล็กกล่องท่อเหลี่ยม ท่อแบน ท่อกลม STKR400 SSC400
รวมคุณสมบัติทางกลและตารางมาตรฐานขนาด น้ำหนัก เหล็กกล่องท่อเหลี่ยม-ท่อแบน เกรด STKR400 เทียบกับท่อกลม SSC400 ตามมาตรฐาน J...
ท่อ emt imc rsc ท่อเหล็กร้อยสายไฟ
เจาะลึกท่อเหล็กร้อยสายไฟ 3 ชนิดหลัก EMT, IMC และ RSC แตกต่างกันอย่างไร? เลือกใช้แบบไหนให้ปลอดภัย ถูกหลักวิศวกรรม และคุ้ม...
เหล็กปลอก 135
ทำไมต้องดัดเหล็กปลอก 135 องศา? เจาะลึกหน้าที่สำคัญของเหล็กปลอก พร้อมข้อกำหนดมาตรฐานวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัยของโครงสร้าง ...