
เช็คราคาเหล็กวันนี้
โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
Line : PNRLOHAKIT
วิกฤตพลังงานทำ “เหล็กไทย” ขาดตลาดจริงไหม? เจาะลึกต้นทุนพุ่งและทางออกอุตสาหกรรมเหล็ก 2568
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กดดัน “อุตสาหกรรมเหล็กไทย“ อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงานทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตและขนส่ง ส่งผลให้ราคาเหล็กในประเทศมีสัญญาณปรับตัวสูงขึ้น 10-15% ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
สรุปสถานการณ์: เหล็กไทยจะขาดตลาดหรือไม่?
ภาคเอกชนและสมาคมเหล็กยืนยันว่า “ปัจจุบันสินค้าเหล็กยังไม่ขาดตลาด“ แม้จะมีความเสี่ยงด้านระยะเวลาการขนส่ง (Lead Time) ที่นานขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือและแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ แต่ซัพพลายในภาพรวมยังเพียงพอรองรับความต้องการในประเทศได้
สถิติการบริโภคเหล็กในไทย (คาดการณ์ปี 2568)
| รายการ | ปริมาณ (ล้านตัน) |
|---|---|
| ความต้องการใช้เหล็กทั้งหมด | 18.5 |
| การนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็ก | 12.0 |
| การผลิตภายในประเทศ | 8.0 |
| การส่งออก | 1.5 |
แม้ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าเหล็กในสัดส่วนสูง แต่ในภาพรวม โอกาสเกิดภาวะเหล็กขาดตลาดยังไม่สูงประเทศไทยมีความต้องการใช้เหล็กรวมประมาณ 18.5 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็น
- นำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กราว 12 ล้านตัน
- ผลิตในประเทศประมาณ 8 ล้านตัน
- ส่งออกประมาณ 1.5 ล้านตัน
ส่วนเหล็กดิบที่ผลิตในประเทศราว 6 ล้านตัน มาจากการหลอมเศษเหล็กเป็นหลัก แม้จะมีการนำเข้าเหล็กกึ่งสำเร็จรูป เช่น Slab และ Billet จากตะวันออกกลางบางส่วน แต่ไทยยังสามารถปรับไปนำเข้าจากประเทศอื่นได้ เช่น จีน อินเดีย อาเซียน ซึ่งยังมีศักยภาพรองรับคำสั่งซื้อได้
3 ปัจจัยหลักที่ดันราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้น
แม้สินค้าอาจไม่ขาดตลาด แต่ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือ ส่งของช้า ต้นทุนพุ่ง
- ต้นทุนพลังงาน: น้ำมันเตาและก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในโรงงานเหล็ก หากราคาน้ำมันโลกดีดตัวสูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตทันที (อาจเพิ่มขึ้นกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม)
- ค่าขนส่งและโลจิสติกส์: หากภาครัฐยุติการตรึงราคาดีเซล ต้นทุนการขนส่งจากโรงงานสู่ผู้บริโภคจะปรับเพิ่มขึ้นตามทันที
- การนำเข้าเหล็กขั้นกลาง: แม้ไทยจะนำเข้าเหล็กแท่ง (Slab/Billet) จากตะวันออกกลางไม่มากนัก แต่การเปลี่ยนไปนำเข้าจากอาเซียน จีน หรืออินเดีย แทนนั้นต้องใช้เวลาในการเจรจาและหาคู่ค้าใหม่
ข้อกังวลและแนวทางรับมือจากภาคเอกชน
1. ปัญหาเหล็กจีนทุ่มตลาด
ปัจจุบันเหล็กจากจีนที่ไม่ได้มาตรฐานยังคงไหลเข้าสู่อาเซียนอย่างต่อเนื่อง หลังถูกกีดกันจากตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ภาคเอกชนวอนรัฐเร่งใช้มาตรการทางการค้า (AD/AC) และยกระดับมาตรฐานสินค้าเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและผู้ผลิตในไทย
2. มาตรการควบคุมราคา
เนื่องจากเหล็กเป็นสินค้าควบคุม ผู้ผลิตไม่สามารถปรับราคาตามใจชอบได้ ต้องแสดงโครงสร้างต้นทุนที่ชัดเจนต่อกรมการค้าภายใน ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการฉวยโอกาสกักตุนหรือขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล
3. ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ
อยากให้รัฐช่วย “ดูดซับแรงกระแทก“ ด้านราคาพลังงาน โดยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนปรับตัวได้ทัน เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวต้องสะดุดลง
วิกฤตคือโอกาส: เร่งเครื่องสู่ “Green Steel” และความมั่นคงทางวัตถุดิบ
บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยพึ่งพาการนำเข้าสูงเกินไป (ราว 2 ใน 3 ของความต้องการ) จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทยในระยะยาว ดังนี้:
- บริหารจัดการเศษเหล็ก (Scrap): เศษเหล็กคือวัตถุดิบหลักของการผลิตเหล็กดิบในไทย หากบริหารจัดการไม่ให้ไหลออกนอกประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการนำเข้าได้มหาศาล
- มุ่งสู่เหล็กคาร์บอนต่ำ (Green Steel): การใช้เศษเหล็กควบคู่กับพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ จะช่วยให้เหล็กไทยก้าวสู่มาตรฐานโลก ลดการปล่อยคาร์บอน และเพิ่มแต้มต่อทางการค้า
- เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต: ปัจจุบันโรงงานไทยยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินที่พร้อมรองรับการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า
สรุป: แม้ราคาเหล็กจะมีแนวโน้มปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงานในเดือนเมษายน แต่สถานการณ์ “เหล็กขาดแคลน“ ยังอยู่ในระดับต่ำ สิ่งที่ต้องจับตาคือความผันผวนของราคาพลังงานและมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมเหล็กไทยอยู่รอดอย่างยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจสีเขียว
ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ ประชาชาติธุรกิจ
คำถามที่พบบ่อย
ไม่จริง ทางสมาคมเหล็กและภาคเอกชนยืนยันว่าปัจจุบัน สินค้าเหล็กยังไม่ขาดแคลน ซัพพลายในภาพรวมยังเพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แม้ว่าระยะเวลาในการขนส่ง (Lead Time) อาจจะนานขึ้นบ้างจากการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือหนีความขัดแย้งในต่างประเทศ
สาเหตุหลักมาจาก “ต้นทุนพลังงาน” ครับ เนื่องจากน้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติ และค่าไฟฟ้า เป็นต้นทุนสำคัญในกระบวนการผลิตและขนส่ง เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน ต้นทุนผลิตอาจเพิ่มขึ้นกว่า 1 บาทต่อกิโลกรัม ประกอบกับหากมีการยุติการตรึงราคาดีเซลในประเทศ ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาขายปลีกทันที
อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัวสู่ “Green Steel” (เหล็กคาร์บอนต่ำ) โดยเน้นการบริหารจัดการ “เศษเหล็ก” (Scrap) ในประเทศให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้
จุดที่น่าจับตา: แม้เหล็กจะไม่ขาดตลาด แต่ผู้รับเหมาหรือเจ้าของโครงการควรวางแผนสั่งซื้อล่วงหน้า เนื่องจากความผันผวนของราคาพลังงานอาจส่งผลให้ราคาเหล็กขยับขึ้นได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี
หากต้องการ ซื้อเหล็กเส้น เหล็กรูปพรรณ ท่อเหล็ก คุณภาพมาตรฐาน มอก. สามารถติดต่อ หจก.พรณรงค์ โลหะกิจ ผู้จัดจำหน่ายเหล็กทุกชนิด ครบทุกขนาด มั่นใจได้ในคุณภาพมาตรฐานโรงใหญ่ เหมาะกับงานก่อสร้างทุกประเภท
สั่งซื้อเหล็ก มาตรฐาน มอก. เช็คราคาล่าสุดของเหล็ก มอก. ได้ที่ พรณรงค์ โลหะกิจ
- โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
- Line : PNRLOHAKIT
ติดต่อเรา/เช็คราคาเหล็ก
- Facebook : หจก.พรณรงค์ โลหะกิจ
- โทร/แฟกซ์
- 02-287-4097
- 090-456-1183 (มือถือ)
- Email : [email protected]
- LINE ID : PNRLOHAKIT
- แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/1ZaZpTCZGdeLgqwVA






