
เช็คราคาเหล็กเส้น วันนี้
โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
Line : PNRLOHAKIT
ในการขับเคลื่อนงานโครงสร้างวิศวกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต สิ่งสำคัญที่วิศวกรและผู้รับเหมาต้องพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ คือ “ค่าความแข็งแรงของเหล็ก” (Steel Hardness) เพราะนี่คือดัชนีชี้วัดความทนทาน ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของสิ่งปลูกสร้างหรือชิ้นส่วนเครื่องจักร การเลือกเกรดเหล็กที่มีความแข็งไม่เหมาะสมกับประเภทงาน เช่น งานที่ต้องรับแรงเสียดสีสูงแต่เลือกเหล็กที่อ่อนเกินไป อาจนำไปสู่การสึกหรอที่รวดเร็วหรือการวิบัติของโครงสร้างได้
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกค่าความแข็งของเหล็กในแต่ละเกรด โดยเฉพาะกลุ่ม “เหล็กเพลากลม” ยอดนิยม พร้อมตารางเปรียบเทียบเชิงเทคนิคและวิธีการวัดมาตรฐานสากล เพื่อให้คุณเลือกใช้งานได้อย่างแม่นยำและมั่นใจในคุณภาพก่อนเริ่มโครงการ
📌 สั่งซื้อเหล็กเพลงกลม S45C / S50C พร้อมเช็คราคาอัปเดตล่าสุด
- โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
- Line : PNRLOHAKIT
ทำความรู้จัก “เหล็กเพลากลม” (Round Steel Bars) เกรดยอดนิยมในอุตสาหกรรม
เหล็กเพลากลมเป็นวัตถุดิบสำคัญในงานกลึง งานเครื่องจักร และงานโครงสร้างที่เน้นความกลมและความสวยงามเป็นพิเศษ โดยทั่วไปสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามกระบวนการผลิตและคุณสมบัติทางเคมี ดังนี้:
1. เหล็กเพลาดำ (Hot Rolled Round Bars)
ผลิตจากการรีดร้อน ผิวมีสีเทาดำ เรียบ ไม่มีรอยปริแตก ในตลาดนิยมแบ่งเกรดด้วยการแต้มสีที่ปลายเส้นเพื่อให้จำแนกง่าย คือ:
- เหล็กเพลาดำหัวแดง (เกรด S45C / S50C): เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง (มีคาร์บอนประมาณ 0.45% – 0.55%) ยิ่งคาร์บอนสูงยิ่งชุบแข็งได้ดีและขัดเงาได้ง่าย หลังชุบแข็งด้วยเปลวไฟหรืออินดักชั่น (Induction) จะมีความแข็งสูงถึง 60 HRC (และเหลือประมาณ 50–58 HRC หลังการอบเทมเปอร์)
- คุณสมบัติ: ขึ้นรูปฟอร์จจิ้งได้ดี แต่ไม่เหมาะกับงานเชื่อม และไม่ทนสนิม
- การใช้งาน: เหมาะสำหรับทำชิ้นส่วนฐานราก, เพลาเครื่องจักร, ล้อเฟือง, และสลักเกลียว
- มาตรฐานเทียบเท่า: JIS S45Cเทียบเท่า AISI 1045 และ JIS S50C เทียบเท่า AISI 1050
- เหล็กเพลาดำหัวฟ้า (เกรด SCM440): เป็นเหล็กกล้าผสมคาร์บอนต่ำ (ประมาณ 0.40%) แต่มีการเติมธาตุอัลลอยอื่น ๆ เข้าไปในโครงสร้าง
- คุณสมบัติ: ทนทานต่อการกัดกร่อน การสึกหรอ และทนความร้อนสูงกว่าเหล็กหัวแดงหลายเท่า ต้านทานแรงล้า (Fatigue) และแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม นำไปกลึงหรือกัดชิ้นงานได้ปานกลาง
- การใช้งาน: เหมาะสำหรับงานหนักที่ต้องรับแรงบิดแรงกระแทกสูง เช่น แกนไฮดรอลิก, เพลาขับเครื่องจักรใหญ่, น็อตสกรูอุตสาหกรรม
2. เหล็กเพลาขาว SS400 (Cold Drawn Steel Bars)
เหล็กเพลาขาว (Cold Drawn Steel Bars) เกิดจากการนำเหล็กเพลาดำไปผ่านกระบวนการ “ดึงเย็น” (Cold Drawn) อีกครั้ง ทำให้ผิวเปลี่ยนจากสีเทาดำเป็นสีเทาเงินเงางาม
- คุณสมบัติ: เส้นตรงสม่ำเสมอ ผิวเรียบเนียนไม่มีรอยขรุขระ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่แม่นยำ (Tolerance สูง) เนื้อเหล็กมีความแข็งกว่าเหล็กเพลาดำ แต่ความยืดหยุ่นจะลดลง
- การใช้งาน: นิยมใช้ในงานที่ต้องการความแม่นยำและความสวยงาม เช่น งานกลึงน็อต, สกรู, แกนมอเตอร์, ชิ้นส่วนยานยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า และงานเฟอร์นิเจอร์ตกแต่ง
ตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติ: SS400 vs S45C vs S50C
เพื่อความสะดวกในการเลือกใช้งาน นี่คือตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติทางเทคนิคของเกรดเหล็กที่นิยมใช้มากที่สุด:
|
คุณสมบัติเชิงกล |
SS400 |
S45C |
S50C |
|
มาตรฐานอ้างอิง |
JIS G3101 |
JIS G4051 |
JIS G4051 |
|
ประเภทของเหล็ก |
เหล็กโครงสร้างคาร์บอนต่ำ (เหล็กเหนียว) |
เหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง |
เหล็กกล้าคาร์บอนสูง-ปานกลาง |
|
ปริมาณคาร์บอน |
< 0.25% |
0.42% – 0.48% |
0.47% – 0.53% |
|
ความต้านแรงดึง (Tensile) |
400 – 510 MPa |
≥ 570 MPa (เมื่ออบอ่อน) |
≥ 610 MPa (เมื่ออบอ่อน) |
|
ความสามารถในการเชื่อม |
ดีเยี่ยม |
ปานกลาง (ต้องให้ความร้อนก่อนเชื่อม) |
ไม่แนะนำให้ทำการเชื่อม |
|
การตัดแต่งขึ้นรูป (Machinability) |
ดี |
ดี |
พอใช้ (เนื้อเหล็กมีความแข็งกว่า) |
|
การชุบแข็งด้วยความร้อน |
ไม่นิยมทำ |
ทำได้ดี (Quenched & Tempered) |
ทำได้ดีเยี่ยม (ให้ความแข็งสูงสุด) |
|
การใช้งานหลัก |
งานโครงสร้างทั่วไป, คาน, แผ่นเพลท |
ชิ้นส่วนเครื่องจักร, เพลา, เฟืองเกียร์ |
แม่พิมพ์, ชิ้นส่วนยานยนต์ที่ทนการสึกหรอ |
4 วิธีการทดสอบความแข็งของเหล็กมาตรฐานสากล
ในอุตสาหกรรมระดับสากล มีการกำหนดวิธีวัดค่าความแข็ง (Hardness Test) ออกเป็น 4 รูปแบบหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะผิวงานและความละเอียดที่ต้องการ:
1. การทดสอบความแข็งแบบโมห์ (Mohs Hardness Test)
ใช้วิธีเปรียบเทียบความแข็งจากการขีดข่วน หากวัสดุใดสร้างรอยบนอีกวัสดุหนึ่งได้ แสดงว่ามีความแข็งมากกว่า แม้วิธีนี้จะนิยมใช้กับแร่ธาตุและอัญมณี แต่ในภาคโลหะวิทยาก็ยังนำมาใช้ประเมินระดับความแข็งแรงของเหล็กเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว
2. การทดสอบความแข็งแบบร็อกเวลล์ (Rockwell Hardness Test – HR)
วิธีที่ได้รับความนิยมสูงสุดในสายการผลิตเพราะวัดค่าได้เร็วและอ่านผลได้ทันที ใช้หัวกด 2 แบบคือ เพชรทรงกรวย (สำหรับเหล็กแข็งสูง) และ ลูกเหล็กทรงกลม (สำหรับเหล็กทั่วไป) โดยระบบจะคำนวณจาก “ความลึกของรอยกด” หลังการปล่อยแรงกดหลัก ยิ่งรอยกดลึกน้อย แปลว่าเหล็กมีความแข็งสูง (เช่น หน่วย HRC ในเหล็กชุบแข็ง) สิ่งสำคัญคือต้องเตรียมผิวชิ้นงานให้เรียบสนิทก่อนวัด
3. การทดสอบความแข็งแบบบริเนล (Brinell Hardness Test – HB)
เป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงมาก เหมาะสำหรับเหล็กโครงสร้างขนาดใหญ่หรือชิ้นงานที่ผ่านการตีขึ้นรูป (Forging) โดยใช้หัวกดที่เป็น ลูกบอลคาร์ไบด์ขนาดใหญ่ (มักใช้ขนาด 10 มม.) กดลงบนผิวเหล็กด้วยแรงคงที่ จากนั้นจึงนำกล้องมาวัด “ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของรอยบุ๋ม” เพื่อคำนวณค่า ข้อดีคือให้ค่าที่เสถียรแม้ผิวเหล็กจะไม่เรียบเนียนสม่ำเสมอ แต่ไม่เหมาะกับชิ้นงานที่บางหรือเล็กเกินไป
4. การทดสอบความแข็งแบบวิกเกอร์ส (Vickers Hardness Test – HV)
แม่นยำสูงสุดในระดับไมโคร (Micro Hardness) โดยเปลี่ยนมาใช้หัวกด เพชรทรงพีระมิดฐานสี่เหลี่ยม สามารถรองรับแรงกดได้ตั้งแต่ระดับกรัมไปจนถึงหลายกิโลกรัม แล้วใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงวัดแนวเส้นทแยงมุมของรอยกด วิธีนี้เหมาะสำหรับการตรวจสอบชิ้นงานที่ต้องการความละเอียดลึกซึ้ง แต่มีค่าใช้จ่ายอุปกรณ์สูง และต้องขัดผิวเหล็กจนเงางามเป็นพิเศษก่อนการทดสอบ
สรุป: ความสัมพันธ์ระหว่าง “ความแข็ง” และ “ความต้านทานแรงดึง“
ในทางวิศวกรรมวัสดุ ค่าความแข็ง (Hardness) และ ความต้านทานแรงดึง (Tensile Strength) จะแปรผันตรงร่วมกัน เมื่อเหล็กมีค่าความแข็งเพิ่มขึ้น ความสามารถในการรับแรงดึงก่อนที่จะขาดออกจากกันก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย
ด้วยความสัมพันธ์นี้ วิศวกรจึงนิยมใช้วิธีทดสอบความแข็ง (ซึ่งเป็นการทดสอบแบบไม่ทำลายชิ้นงาน หรือ Non-destructive Test) มาใช้ในการประเมินค่าความแข็งแรงและการรับแรงดึงเบื้องต้นของเหล็ก ช่วยให้ประหยัดเวลา ควบคุมต้นทุน และตรวจสอบคุณภาพของเหล็กในไซต์งานหรือไลน์ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อย
เหล็กทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันที่กระบวนการผลิตและคุณสมบัติดังนี้:
-
เหล็กเพลาดำ (Hot Rolled Round Bars): ผลิตจากการรีดร้อน ผิวมีสีเทาดำ นิยมแบ่งเกรดด้วยการแต้มสีที่ปลายเส้น เช่น เกรด S45C/S50C (หัวแดง) หรือ SCM440 (หัวฟ้า) เหมาะสำหรับงานฟอร์จจิ้ง ชิ้นส่วนฐานราก และเพลาเครื่องจักร
-
เหล็กเพลาขาว (Cold Drawn Steel Bars): เกิดจากการนำเหล็กเพลาดำไปผ่านกระบวนการดึงเย็น (Cold Drawn) ทำให้ผิวเปลี่ยนเป็นสีเทาเงินเงางาม มีเส้นตรงสม่ำเสมอ ขนาดแม่นยำสูง เนื้อเหล็กมีความแข็งกว่าเพลาดำ แต่ความยืดหยุ่นลดลง เหมาะกับงานกลึงน็อต สกรู แกนมอเตอร์ และชิ้นส่วนยานยนต์
เหล็กแต่ละเกรดมีส่วนผสมและคุณสมบัติที่เหมาะกับงานที่แตกต่างกัน:
-
SS400: เป็นเหล็กโครงสร้างคาร์บอนต่ำ (คาร์บอน < 0.25%) มีความยืดหยุ่นสูง เชื่อมต่อง่าย เหมาะกับงานโครงสร้างทั่วไป คาน และแผ่นเพลท
-
S45C: เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนปานกลาง ชุบแข็งด้วยความร้อนได้ดี เหมาะสำหรับทำชิ้นส่วนเครื่องจักร เพลา และเฟืองเกียร์
-
S50C: เป็นเหล็กกล้าคาร์บอนสูง-ปานกลาง เนื้อเหล็กมีความแข็งกว่า S45C ชุบแข็งได้ดีเยี่ยม ให้ความแข็งสูงสุด เหมาะสำหรับทำแม่พิมพ์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ต้องทนการสึกหรอสูง
ค่าความแข็งของเหล็กเป็นดัชนีชี้วัดความทนทาน ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของสิ่งปลูกสร้างหรือชิ้นส่วนเครื่องจักร การเลือกเกรดเหล็กที่มีความแข็งเหมาะสมจะช่วยป้องกันการสึกหรอที่รวดเร็วและการวิบัติของโครงสร้าง โดยในทางวิศวกรรม ค่าความแข็งจะแปรผันตรงกับความต้านทานแรงดึง (Tensile Strength) วิศวกรจึงนิยมใช้การทดสอบความแข็งในการประเมินความแข็งแรงเบื้องต้นของเหล็กโดยไม่ทำลายชิ้นงาน
หากคุณกำลังมองหาเหล็กเพลากลม เหล็กเพลาดำ เหล็กเพลาขาว หรือเหล็กเกรดพิเศษ (SS400, S45C, S50C, SCM440) สั่งซื้อเหล็ก มาตรฐาน มอก. เช็คราคาล่าสุดของเหล็ก มอก. ได้ที่ พรณรงค์ โลหะกิจ
- โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
- Line : PNRLOHAKIT
ติดต่อเรา/เช็คราคาเหล็ก
- Facebook : หจก.พรณรงค์ โลหะกิจ
- โทร/แฟกซ์
- 02-287-4097
- 090-456-1183 (มือถือ)
- Email : [email protected]
- LINE ID : PNRLOHAKIT
- แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/1ZaZpTCZGdeLgqwVA






