เจาะลึกเรื่อง คอนกรีต (Concrete)และ เหล็กเสริมคอนกรีต วัสดุพื้นฐานของงานก่อสร้างที่คุณควรรู้จัก

เจาะลึกเรื่อง คอนกรีต (Concrete)และ เหล็กเสริมคอนกรีต วัสดุพื้นฐานของงานก่อสร้างที่คุณควรรู้จัก
หจก.พรณรงค์ โลหะกิจ ร้านขายเหล็กและวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูงมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

เช็คราคาเหล็ก

โทร. 02-287-4097 / 090-456-1183 (มือถือ)
Line : PNRLOHAKIT

คอนกรีต (Concrete) คือวัสดุก่อสร้างที่ทรงอิทธิพลที่สุดในงานวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมทั่วโลก ด้วยจุดเด่นด้านความแข็งแรง ทนทาน ราคาจับต้องได้ ไม่ติดไฟ และสามารถหล่อขึ้นรูปได้หลากหลายตามจินตนาการของผู้ออกแบบ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศไปจนถึงบ้านพักอาศัย

อย่างไรก็ตาม คอนกรีตมีคุณสมบัติเด่นในการรับ “แรงอัด” แต่มีข้อจำกัดอย่างมากในการรับ “แรงดึง” ดังนั้น ในการก่อสร้างจริงจึงต้องใช้ “เหล็กเสริมคอนกรีต” เข้ามาทำหน้าที่เสมือนกระดูกสันหลัง เพื่อสร้างโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) ที่สมบูรณ์แบบและปลอดภัยที่สุด


 

 

เจาะลึก 4 ส่วนประกอบสำคัญของคอนกรีตคุณภาพ

การจะได้คอนกรีตที่เหนียวแน่นและได้มาตรฐาน เกิดจากการผสมผสานวัตถุดิบ 4 ชนิดในอัตราส่วนที่เหมาะสม:

  • ปูนซีเมนต์ (Cement): ทำหน้าที่เป็นสารประสานหลัก (Binder) เมื่อทำปฏิกิริยากับน้ำจะเกิดการตกผลึก ยึดเกาะส่วนผสมทั้งหมดให้กลายเป็นหินเทียมเนื้อแน่น

  • น้ำ (Water): ตัวจุดชนวนปฏิกิริยาเคมี (Hydration) ช่วยให้ปูนซีเมนต์แข็งตัว และสร้างความเหลวที่พอเหมาะต่อการเท

  • วัสดุผสม / มวลรวม (Aggregates): ได้แก่ หิน และ ทราย ช่วยเพิ่มปริมาตร ความแข็งแรง และลดอัตราการหดตัวของคอนกรีต

  • สารเคมีผสมเพิ่ม (Admixtures): สารปรุงแต่งพิเศษเพื่อปรับคุณสมบัติให้เหมาะกับหน้างาน เช่น สารเร่ง/หน่วงการแข็งตัว สารลดน้ำ หรือสารเพิ่มความทนทานต่อสภาพแวดล้อม

คุณสมบัติเด่นของคอนกรีตในงานก่อสร้าง

  1. ความแข็งแรงสูง (High Compressive Strength): รองรับน้ำหนักบรรทุกและแรงกดทับมหาศาลได้ดีเยี่ยม

  2. ความทนทานยาวนาน (Durability): ทนต่อสภาพภูมิอากาศ การกัดกร่อนของสารเคมี และมีอายุการใช้งานยาวนานนับสิบปี

  3. ความยืดหยุ่นในการขึ้นรูป (Flexibility): ในสถานะของเหลว สามารถเทหล่อลงแบบรูปร่างใดก็ได้ตามต้องการก่อนจะเซ็ตตัว

  4. ต้านทานไฟได้ดี (Fire Resistance): ปลอดภัยสูงเนื่องจากเป็นวัสดุไม่ลามไฟและทนความร้อนสูงได้ดี

  5. ค่าบำรุงรักษาต่ำ (Low Maintenance): เมื่อเซ็ตตัวสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องดูแลรักษาบ่อย ช่วยประหยัดงบประมาณในระยะยาว

ประเภทของคอนกรีตในงานโครงสร้าง

สถาปนิกและวิศวกรจะเลือกประเภทคอนกรีตให้สอดคล้องกับรูปแบบการรับแรงของอาคาร ดังนี้:

1. คอนกรีตล้วน (Plain Concrete)

คอนกรีตล้วนที่ไม่มีการเสริมเหล็ก เหมาะสำหรับโครงสร้างที่รับแรงอัดเพียงอย่างเดียวและอยู่บนชั้นดินที่มั่นคง เช่น คอนกรีตบล็อกใหญ่ (Mass Concrete) หรือกำแพงกันดินแบบน้ำหนักถ่วง (Gravity Retaining Walls)

2. คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete)

โครงสร้างยอดนิยมที่ผสมผสานคอนกรีตและเหล็กเส้นเข้าด้วยกัน เพื่อให้รับได้ทั้งแรงอัดและแรงดึง ใช้ในการหล่อ เสา คาน พื้น และฐานรากของอาคารส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

3. คอนกรีตอัดแรง (Prestressed Concrete)

นวัตกรรมการเพิ่มความสามารถในการรับโมเมนต์ดัดและแรงเฉือน โดยการดึงลวดเหล็กแรงดึงสูง (Tendon) เพื่อสร้างแรงอัดค้างไว้ในเนื้อคอนกรีต ช่วยลดรอยแตกร้าว นิยมใช้ในงานคานสะพานช่วงยาว หรือแผ่นพื้นสำเร็จรูป แบ่งเป็น 2 ระบบคือ:

  • ระบบอัดแรงก่อน (Pre-Tension): ดึงลวดให้ตึงในแบบหล่อก่อนเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตแข็งตัวได้ที่จึงตัดลวดเพื่อถ่ายแรงอัด

  • ระบบอัดแรงทีหลัง (Post-Tension): วางท่อร้อยลวดไว้ในแบบ เทคอนกรีตจนได้กำลังที่กำหนด แล้วจึงทำการดึงลวดอัดแรงที่ปลายหัว-ท้าย นิยมใช้กับโครงสร้างตึกสูง

4. คอนกรีตมวลเบา (Lightweight Concrete)

คอนกรีตที่มีความหนาแน่นต่ำ (ประมาณ 400-1,900 กก./ลบ.ม.) โดยการใช้วัสดุผสมน้ำหนักเบา หรือใส่สารปรุงแต่งที่ทำให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กในเนื้อปูน ช่วยลดน้ำหนักโครงสร้างอาคาร กันความร้อนได้ดี และประหยัดต้นทุนฐานราก

5. คอนกรีตหล่อสำเร็จรูป (Precast Concrete)

ชิ้นส่วนโครงสร้างที่หล่อและควบคุมคุณภาพจากโรงงานอย่างแม่นยำ ก่อนจะขนส่งมาประกอบหน้างาน เช่น ผนังสำเร็จรูป เสาเข็ม และคานสะพาน ช่วยให้งานก่อสร้างรวดเร็วและสะอาด

เทคนิคการผสม การลำเลียง และการเทคอนกรีตอย่างมืออาชีพ

คุณภาพของโครงสร้างคอนกรีตไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “กระบวนการทำงาน” ที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน:

1. การผสมคอนกรีตในสภาพอากาศร้อน

ประเทศไทยมีภูมิอากาศร้อนจัด ซึ่งส่งผลให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเร็วเกินไป ช่างจึงควรลดอุณหภูมิส่วนผสมโดยการฉีดน้ำพรมหิน-ทราย, จัดทำหลังคาคลุมกองวัสดุ, ฉีดน้ำพ่นแบบหล่อ/เหล็กเส้นก่อนเท หรือใช้น้ำแข็งผสมร่วมในขั้นตอนการผลิต

2. การลำเลียง (Handling)

ต้องขนย้ายคอนกรีตไปยังจุดเทอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้คอนกรีตสูญเสียน้ำเหนียว และต้องระวังไม่ให้เกิด การแยกตัว (Segregation) ของส่วนผสมหลัก

11 กฎเหล็กในการเทคอนกรีตและการทำให้แน่น (Placing & Compacting)

  1. ห้ามใช้เครื่องสั่นคอนกรีต (Vibrator) ในการเคลื่อนย้ายตำแหน่งคอนกรีต ให้ใช้เพื่อทำให้แน่นเท่านั้น

  2. เทคอนกรีตเป็นชั้นๆ อย่างสม่ำเสมอ ห้ามเทกองรวมกันเป็นภูเขาแล้วปาดออก

  3. ควบคุมความหนาของแต่ละชั้นให้พอเหมาะ เพื่อให้เครื่องสั่นสามารถไล่ฟองอากาศด้านล่างได้อย่างทั่วถึง

  4. งานเทผนังคอนกรีต: ควรเทหนาชั้นละประมาณ 30-45 เซนติเมตร โดยเริ่มเทจากมุมหรือจุดท้ายสุดของแบบก่อน

  5. บาลานซ์ความเร็ว: อัตราการเทคอนกรีตและการสั่นต้องสมดุลกัน

  6. สั่นไล่ลมทีละชั้น: ต้องมั่นใจว่าคอนกรีตชั้นล่างแน่นดีแล้ว ก่อนจะเทชั้นถัดไปทับ

  7. ควบคุมความเร็วในแนวดิ่ง: การเทเสาหรือผนังสูง ไม่ควรเทเร็วกว่าความสูง 2 เมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันการเกิด รอยต่อเย็น (Cold Joint)

  8. หลีกเลี่ยงการเทกระแทก: อย่าให้คอนกรีตพุ่งชนแบบหล่อหรือเหล็กเสริมตรงๆ หากเป็นโครงสร้างสูง (เช่น ปล่องลิฟต์, เสาสูง) ควรใช้ท่อผ้าใบหรือท่อเหล็ก (Tremie Pipe) ช่วยลำเลียงเพื่อป้องกันเนื้อปูนแยกตัวจากหิน

  9. เทจากจุดต่ำสุด: สำหรับการเทในแนวนอนหรือแนวลาดเอียง ต้องเริ่มเทจากจุดที่ต่ำที่สุดก่อนเสมอเพื่อให้คอนกรีตดันตัวขึ้นไป

  10. จำกัดระยะตกอิสระ: ปล่อยคอนกรีตตกอิสระได้ ไม่เกิน 1.5 เมตร

  11. เทโครงสร้างร่วม: หากต้องการหล่อ เสา/ผนัง พร้อมกับ คาน/พื้น ให้เทส่วนเสาและผนังก่อน ทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมงให้เซ็ตตัวลดการทรุดตัว จากนั้นจึงเทคานและพื้นทับ โดยต้องระวังไม่ให้กระทบกระเทือนโครงสร้างดิ่งที่กำลังเซ็ตตัว

💡 ข้อควรระวังสำคัญ: ระยะห่างของการเทคอนกรีตแต่ละล๊อตต้องต่อเนื่องกันอย่างละเอียด หากทิ้งช่วงห่างกันเกิน 3 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิหน้างาน) โดยไม่มีการเตรียมผิวหน้า อาจทำให้เนื้อคอนกรีตไม่ประสานกันและเกิดโพรงอากาศที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้าง

เคล็ดลับการบ่มคอนกรีต (Curing) เพื่อกำลังอัดสูงสุด

การบ่มคอนกรีต คือหัวใจสำคัญในการล็อกความชื้นไม่ให้น้ำระเหยเร็วเกินไป เพื่อให้ปฏิกิริยาไฮเดรชั่นทำงานได้สมบูรณ์ ส่งผลให้คอนกรีตแข็งแกร่ง ทึบน้ำ ลดการแตกร้าวและการสึกกร่อน

  • ระยะเวลาการบ่มที่เหมาะสม: คอนกรีตที่ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1 ต้องบ่มชื้นอย่างน้อย 7 วันต่อเนื่อง (เพื่อให้ได้กำลังอัดที่อายุ 28 วันอย่างสมบูรณ์) ส่วนปูนซีเมนต์ประเภท 3 (ประเภทให้กำลังเร็ว) ควรบ่มอย่างน้อย 3 วัน โดยต้องเริ่มบ่มทันทีหลังจากคอนกรีตแข็งตัวตัว (พ้น 24 ชั่วโมงแรก) และห้ามโดนแรงสั่นสะเทือน

ตารางเปรียบเทียบวิธีการบ่มคอนกรีตในอุณหภูมิปกติ  

ตารางเปรียบเทียบวิธีการบ่มคอนกรีตในอุณหภูมิปกติ
วิธีการบ่ม รูปแบบการทำงาน ข้อดี ข้อจำกัด
1. การขังน้ำ
(Ponding)
ก่อคันดินเหนียวหรืออิฐรอบพื้นที่แล้วปล่อยน้ำขัง เหมาะกับพื้นราบ เช่น ดาดฟ้า ถนน ลานบิน
  • ✔ ทำง่าย หน้างานสะดวก ต้นทุนต่ำ
  • ✔ ใช้แรงงานทั่วไปได้
  • ✔ ซ่อมแซมคันกั้นได้รวดเร็ว
  • ✗ ต้องหมั่นตรวจรอยรั่วไม่ให้น้ำซึมหนี
  • ✗ ต้องทำความสะอาดผิวหลังบ่มเสร็จ
  • ✗ ห้ามใช้น้ำเย็นกว่าผิวคอนกรีตเกิน 10°C
2. การฉีดน้ำ/พรมน้ำ
(Sprinkling)
พ่นสเปรย์น้ำให้ชุ่มทั่วพื้นผิว ใช้ได้ทั้งงานแนวราบและแนวดิ่ง เช่น ผนัง เสา
  • ✔ สะดวก ได้ผลดี
  • ✔ ประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ✔ ไม่ต้องเฝ้าตลอดหากใช้ระบบพ่นหมอก
  • ✗ ไม่เหมาะกับพื้นที่แห้งแล้งหรือหาแหล่งน้ำยาก
  • ✗ งานแนวดิ่งน้ำไหลทิ้งและแห้งไวเกินไป
3. วัสดุเปียกชื้นคลุม
(Wet Coverings)
ใช้กระสอบ ฟาง หรือผ้าใบสีขาวคลุมทับและฉีดน้ำให้ชุ่มตลอดเวลา
  • ✔ ให้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม คุ้มค่า
  • ✔ ใช้ได้ทั้งแนวราบและแนวดิ่ง
  • ✔ วัสดุหาซื้อได้ง่าย
  • ✗ อากาศร้อนจัดวัสดุแห้งไว ต้องรดน้ำเพิ่ม
  • ✗ พื้นที่กว้างเปลืองค่าผ้าใบ/กระสอบ
  • ✗ ต้องเช็คว่าวัสดุไม่ปล่อยสารเคมีทำลายผิวปูน
4. แผ่นพลาสติก / กระดาษกันซึมคลุม ใช้แผ่นพลาสติกหรือกระดาษเคลือบยางมะตอยคลุมปิดสนิท เพื่อบล็อกการระเหยของน้ำ
  • ✔ น้ำหนักเบา ทำงานไว
  • ✔ กักเก็บความชื้นได้ดีโดยไม่ต้องรดน้ำซ้ำ
  • ✗ แผ่นบาง ขาดง่าย
  • ✗ ต้องหาของหนักทับป้องกันลมพัดปลิว
  • ✗ ต้นทุนวัสดุค่อนข้างสูง
5. พ่นน้ำยาเคมีเคลือบผิว
(Curing Compound)
พ่นน้ำยาเคมีสีขาวสร้างฟิล์มเคลือบผิว เหมาะกับตึกสูงหรืองานเร่งด่วน
  • ✔ รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง
  • ✔ ไม่ต้องคอยรดน้ำดูแล
  • ✔ เหมาะกับจุดที่บ่มวิธีอื่นไม่ได้
  • ✗ ค่าสารเคมีสูง
  • ✗ ต้องใช้ช่างชำนาญและมีเครื่องพ่น
  • ✗ ละอองเคมีเป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน
6. การบ่มโดยใช้ไม้แบบ
(Formwork Curing)
คงไม้แบบไว้ให้นานที่สุดและคอยพ่นน้ำให้ไม้ชื้นอยู่เสมอ
  • ✔ สะดวก ไม่ต้องหาวัสดุอื่นเพิ่ม
  • ✗ ทำให้เวียนไม้แบบไปใช้ต่อได้ช้าลง
  • ✗ ต้องใช้ไม้แบบจำนวนมาก

การเทลีน (Lean Concrete) ขั้นตอนเล็กๆ ที่ห้ามมองข้าม

การเทลีน คือ การเทคอนกรีตหยาบ (อัตราส่วนประมาณ 1:3:5) หนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร ลงบนหน้าดินที่ผ่านการปรับระดับเรียบร้อยแล้ว แม้กฎหมายไม่ได้บังคับ แต่การเทลีนมีประโยชน์มหาศาลต่องานโครงสร้าง:

  • ช่วยรักษาระดับเหล็กเสริม: ทำให้การผูกเหล็กโครงสร้างทำได้ง่าย บนพื้นผิวที่เรียบเสมอกัน

  • ป้องกันเหล็กเป็นสนิม: ช่วยให้สามารถหนุนลูกปูนได้ตามมาตรฐาน (หนาไม่น้อยกว่า 5 ซม.) ป้องกันไม่ให้เหล็กเสริมจมดินหรือสัมผัสความชื้นใต้ดินโดยตรง

  • รักษาความสะอาดและความสมบูรณ์ของปูน: ป้องกันไม่ให้เศษดินโคลนไหลผสมกับคอนกรีตโครงสร้าง และป้องกันน้ำปูนไหลซึมลงดินจนเสียกำลังอัด

ทำความรู้จักกับ “เหล็กเสริมคอนกรีต” ตัวจริงเรื่องการรับแรงดึง

เหล็กเสริมสำหรับงาน ค.ส.ล. ทำหน้าที่คล้ายโครงกระดูกที่ยึดโยงเนื้อปูนไว้ โดยเหล็กเสริมที่ดีจะต้องมีขนาดสม่ำเสมอ พื้นผิวสะอาด ไม่มีคราบสนิมเขรอะ คราบน้ำมัน หรือสารสกปรกเกาะอยู่ (หากมีสนิมต้องขัดออกให้หมดก่อนใช้งาน) ซึ่งแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้:

1. เหล็กเส้น (Bar)

  • เหล็กเส้นกลม (Round Bar – RB): พื้นที่หน้าตัดกลม ผิวเรียบเกลี้ยง ผลิตด้วยกรรมวิธีรีดร้อน มีขนาดตั้งแต่ 6 มม. ถึง 34 มม. ความยาวมาตรฐาน 10-12 เมตร เหมาะสำหรับงานโครงสร้างขนาดเล็ก งานหล่อเสาเอ็น คานทับหลัง หรือใช้เป็นเหล็กหนวดกุ้งและเหล็กปลอก

  • เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar – DB): เหล็กเส้นที่มีบั้งและครีบตลอดแนวผิวเพื่อเพิ่มแรงยึดเกาะ (Bonding) ระหว่างเหล็กกับเนื้อคอนกรีตให้ผสานเป็นเนื้อเดียวกัน มีขนาดตั้งแต่ 10 มม. ถึง 32 มม. ตามมาตรฐาน มอก. 24-2527 มี 3 ชั้นคุณภาพหลัก ได้แก่ SD 30, SD 40 และ SD 50 นิยมใช้กับโครงสร้างหลักที่รับแรงมหาศาล เช่น เสาหลัก คานลึก ฐานราก และผนังรับน้ำหนัก

2. เหล็กปลอก (Stirrups)

เป็นการนำเหล็กเส้นกลมหรือข้ออ้อยมาตัดและดัดเป็นวงตามรูปทรงของเสาหรือคาน (ปลอกเหลี่ยมหรือปลอกกลม) ทำหน้าที่รับแรงเฉือนและโอบรัดเหล็กแกนหลักให้คงรูป ไม่โก่งเดาะแยกออกจากกัน เรียกสัญญานามตามตำแหน่งงาน เช่น “เหล็กปลอกเสา” หรือ “เหล็กปลอกคาน”

3. ตะแกรงเหล็ก (Mesh)

  • ตะแกรงแบบผูกหน้างาน: ใช้เหล็กเส้นกลมหรือเหล็กข้ออ้อยมาวางพาดตัดกันเป็นตาราง แล้วใช้ลวดผูกเหล็กมัดทีละจุดก่อนเทพื้นปูน เลือกขนาดเหล็กได้ตามต้องการ

  • ตะแกรงไวร์เมชสำเร็จรูป (Wire Mesh): ตะแกรงลวดเหล็กกล้าดึงเย็นกำลังสูงที่เชื่อมติดกันเป็นแผงหรือม้วนมาจากโรงงาน เป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบันเพราะขนส่งง่าย ประหยัดเวลาหน้างาน มีให้เลือกทั้งแบบลวดกลมและลวดข้ออ้อย นิยมใช้เสริมคอนกรีตงานผิวราบ เช่น พื้นบ้าน ลานจอดรถ และถนน ค.ส.ล.

4. ตะแกรงกั้นจ๊อย (Rib Lath / FM26)

ตะแกรงเหล็กฉีกชนิดพิเศษ ใช้สำหรับเป็นแบบหล่อกั้นรอยต่อคอนกรีตในการเทแต่ละล๊อต หรือช่วยเพิ่มแรงยึดเกาะในงานฉาบผนังคอนกรีตให้มีความแข็งแรง ไม่หลุดร่อนง่าย

สรุปความสำคัญและการเลือกใช้งานอย่างคุ้มค่า

คอนกรีตและเหล็กเสริมคือวัสดุคู่หูที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ในโลกวิศวกรรมก่อสร้างยุคใหม่ การทำความเข้าใจโครงสร้าง วัตถุดิบ ขั้นตอนการเท และการบ่มอย่างถูกวิธี จะช่วยป้องกันปัญหาโครงสร้างทรุด แตกร้าว หรือพังทลายได้อย่างยั่งยืน การลงทุนเลือกวัสดุเหล็กเสริมและปูนคอนกรีตที่ได้มาตรฐาน มอก. พร้อมการควบคุมงานอย่างประณีต คือหลักประกันความปลอดภัยและความคุ้มค่าที่สุดของทุกสิ่งปลูกสร้าง

คำถามที่พบบ่อย - คอนกรีต

คอนกรีตคืออะไรและมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

คอนกรีตเป็นวัสดุก่อสร้างที่ประกอบด้วยส่วนผสมหลักคือ ซีเมนต์, น้ำ, ทราย และหินหรือกรวด โดยที่ซีเมนต์ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสาน ส่วนผสมเหล่านี้เมื่อรวมกันจะก่อให้เกิดวัสดุที่แข็งแรงและทนทาน สามารถใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างต่างๆ เช่น พื้น, ผนัง, และเสา

คอนกรีตมีกี่ประเภทและแต่ละประเภทมีคุณสมบัติอย่างไร?

ประเภทของคอนกรีตที่ใช้ในงานโครงสร้าง

คอนกรีตถือเป็นวัสดุหลักที่ขาดไม่ได้ในการก่อสร้าง และสามารถแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ ตามคุณสมบัติและวิธีการใช้งาน ดังนี้

1. คอนกรีตล้วน (Plain Concrete)

คอนกรีตชนิดนี้ประกอบด้วยปูนซีเมนต์ ทราย และหินเท่านั้น ไม่มีการเสริมวัสดุอื่น เหมาะสำหรับงานที่ต้องรับแรงอัดเพียงอย่างเดียว เช่น คอนกรีตมวลใหญ่ (Mass Concrete) และกำแพงกันดินแบบน้ำหนักถ่วง (Gravity Retaining Walls)

2. คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete)

มีการฝังเหล็กเสริมภายในเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับแรงทั้งแรงอัดและแรงดึง จึงนิยมใช้สร้างโครงสร้างหลักของอาคาร เช่น เสา คาน พื้น และฐานราก ปัจจุบันงานก่อสร้างส่วนใหญ่ใช้คอนกรีตเสริมเหล็กเป็นมาตรฐาน

3. คอนกรีตอัดแรง (Prestressed Concrete)

เป็นคอนกรีตที่ผ่านการดึงลวดเหล็กรับแรงดึงสูง (Tendon) เพื่อสร้างแรงอัดคงค้างในเนื้อคอนกรีต ทำให้โครงสร้างต้านทานแรงดัดและแรงเฉือนได้ดียิ่งขึ้น แบ่งได้ 2 วิธีหลักคือ

  • 3.1 อัดแรงก่อน (Pre-Tension) – ดึงลวดแรงดึงสูงในแบบหล่อก่อน จากนั้นจึงเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตมีกำลังอัดถึงค่าที่กำหนด จึงตัดลวดเพื่อถ่ายแรงเข้าสู่คอนกรีต

  • 3.2 อัดแรงทีหลัง (Post-Tension) – สอดลวดแรงดึงสูงไว้ในท่อโลหะภายในแบบหล่อ แล้วเทคอนกรีต เมื่อคอนกรีตได้กำลังตามที่ต้องการ จึงดึงลวดที่ปลายด้านหนึ่งหรือทั้งสองด้าน

4. คอนกรีตเบา (Lightweight Concrete)

มีความหนาแน่นน้อยกว่าคอนกรีตทั่วไป (ประมาณ 400–1,900 กก./ลบ.ม.) ทำได้โดยใช้วัสดุผสมที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ หรือทำปฏิกิริยาให้เกิดฟองอากาศขนาดเล็กในเนื้อคอนกรีต ส่งผลให้น้ำหนักเบาลง เหมาะสำหรับงานที่ต้องการลดน้ำหนักโครงสร้าง และช่วยประหยัดต้นทุนบางส่วน

5. คอนกรีตหล่อสำเร็จ (Precast Concrete)

ผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตจากโรงงานให้ได้ขนาดและรูปทรงตามต้องการ ก่อนนำไปติดตั้งที่หน้างาน ตัวอย่างเช่น ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป แผ่นพื้นสำเร็จรูป เสาเข็มอัดแรง หรือคานสะพาน ช่วยประหยัดเวลาและควบคุมคุณภาพได้ดีกว่าการเทคอนกรีตหน้างาน

การบ่มคอนกรีตคืออะไรและสำคัญอย่างไร?

การบ่มคอนกรีตเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คอนกรีตแข็งตัวและพัฒนาแข็งแรงได้เต็มที่ โดยการควบคุมความชื้นและอุณหภูมิของคอนกรีตในช่วงเวลาหลังจากการเท การบ่มคอนกรีตมีความสำคัญมากเพราะหากคอนกรีตแห้งเร็วเกินไป อาจทำให้เกิดการแตกร้าวหรือไม่แข็งแรงตามที่ต้องการ วิธีการบ่มคอนกรีตที่พบบ่อยมีทั้งการใช้น้ำ, พลาสติกคลุม หรือการใช้สารบ่มคอนกรีต

หมวดหมู่ : ทั่วไป
เหล็กกล่องไซส์พิเศษ
จำหน่ายเหล็กกล่องขนาดพิเศษ มอก. 107-2566 65x65 , 65 x 35 , 90 x 90 ราคาส่งตรงจากโรงงาน มีทั้งเหล็กกล่องสี่เหลี่ยมและแป๊บ...
ตัดเหล็ก cnc ตัดแก๊ส ตัดเลเซอร์ 2
ทำความเข้าใจการตัดเหล็ก CNC เปรียบเทียบการตัดเลเซอร์ vs ตัดแก๊ส เจาะลึกความแม่นยำ วัสดุที่รองรับ และวิธีเลือกใช้ให้คุ้มค...
ฟุตติ้ง เหล็กปลอกผูกสำเร็จ 9
เหล็กผูกสำเร็จ เหล็กปลอก และฟุตติ้งสำเร็จรูป ช่วยลดเวลาทำงาน 50% ลดค่าแรง คุมสเปกแม่นยำ บอกลาปัญหาดัดเหล็กช้าและเศษเหล็ก...
เพลาหกเหลี่ยม 6
เจาะลึกเหล็กเพลาหกเหลี่ยม มอก. 864-2532 คุณสมบัติเด่นเกรด SS400 ความแม่นยำสูง ยึดจับแน่น ไม่ลื่น เหมาะกับงานกลึง ชิ้นส่ว...
ท่อร้อยสายไฟ VS ท่อคาดสี
ทำไมห้ามใช้ท่อเหล็กคาดสี (ท่อประปา) แทนท่อร้อยสายไฟ EMT, IMC, RSC? เจาะลึก 3 เหตุผลสำคัญ ทั้งผิวท่อไม่เรียบทำสายไฟเสียหา...
คอนกรีตเสริมเหล็ก และ เหล็กปลอก
รู้จักคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) หลักการทำงาน ส่วนประกอบ คุณสมบัติเด่น ข้อดี-ข้อจำกัด พร้อมบทบาทสำคัญของเหล็กปลอกในการรั...